เหมือนเป็นกำลังใจอย่างมากให้ blogger มือใหม่อย่างผม ในวันที่เขียน blog มาครบ 2 เดือนพอดี สำหรับการได้ขึ้น Hot Posts พร้อมกัน 2 เอนทรี่ในหน้าแรก

 

                            

 

ขอขอบสำหรับทุกความเห็น คำแนะนำ การทักทาย และทุกกำลังใจนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนครับ

ดีใจมากๆ ครับ และจะพยายามพัฒนาฝีมือให้ดีขึ้นเรื่อยๆ นะครับ

ขอแทรก อาหารต้านโรค - The Series ด้วยเอนทรี่นี้ เพื่อเป็นการฉลอง ครบรอบ 2 เดือน ของบล็อคผมหน่อยนะคับ

หลายๆ คนคงเคยได้ยินเรื่องประโยชน์ของเห็ด 3 อย่างเมื่อนำมาประกอบอาหารร่วมกัน ผมก็เคยได้ยินมาบ้างเหมือนกัน วันนี้ก็เลยขอลองทำดูซะหน่อย เผื่อร่างกายจะได้รับสารที่มีประโยชน์บ้าง

ก่อนจะลงมือทำ มาดูข้อมูลเกี่ยวกับเห็ด 3 อย่างกันซักนิดนะคับ

+++++++++ ล้างพิษด้วยเห็ด 3 อย่าง +++++++++

เห็ดสามอย่าง คือ เห็ด 3 ชนิด หรือ 3 ชนิดขึ้นไป จะเป็นเห็ดสด หรือ เห็ดแห้งก็ได้ นำมาปรุงอาหารแล้วกินได้ทั้งเนื้อเห็ด และน้ำต้มเห็ด

ประโยชน์ของเห็ดสามอย่างเมื่อนำมารวมกันปรุงอาหาร
- ล้างสารพิษที่ตกค้างในตับ ช่วยบำรุงตับ
- ลดอนุมูลอิสระที่จะเกิดเป็นเซลล์มะเร็ง

เห็ดชนิดเดียว ประโยชน์ยังไม่มากเท่ากับเห็ด 3 อย่าง มารวมกัน หรือ 3 อย่างขึ้นไป

เห็ดที่นำมาใช้ คือ เห็ดที่กินได้
เช่น เห็ดหูหนูดำ เห็ดหูหนูขาว เห็ดหอม เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดโคน เห็ดเข็มทอง
ล้างน้ำให้สะอาด ก่อนปรุงอาหาร


โปรตีนในเห็ด
โปรตีนในเห็ด 3 อย่าง เมื่อนำมารวมกันประกอบอาหารแล้วจะได้โปรตีนจากเห็ด
ที่ร่างกายดูดซึมไปใช้งานได้ง่ายที่สุด ง่ายกว่าเนื้อสัตว์
โปรตีนจากเห็ดจะไปสร้างกรดอะมิโนที่บำรุงสมอง
ปรับสมดุลของการสร้างเซลล์ใหม่ในร่างกาย ต้านการเกิดมะเร็ง ขจัดสารพิษ
แต่ถ้าคนที่เป็นมะเร็งแล้วกินได้ แต่อย่าคาดหวังอะไร ควรไปพบแพทย์รักษาจะดีที่สุด

อาหารตัวอื่นที่ต้านอนุมูลอิสระได้ดีก็มีมากมาย
เช่น กระเจี๊ยบเขียว ลูกหม่อน ผัก และผลไม้ ที่ควรกินป้องกันเอาไว้

น้ำต้มเห็ด 3 อย่าง ใช้ทำเป็นน้ำซุปปรุงอาหารก็ได้
แต่ไม่ควรนำเห็ด 3 อย่างไปผัดน้ำมัน ถ้าจะผัดควรใช้กะทิผัดแทนน้ำมัน
เพราะกะทิเป็นไขมันที่ละลายในน้ำได้ และกะทิมีโคเลสเตอรอลฝ่ายดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย

Credit: ข้อมูลส่วนนี้จาก http://www.ladytip.com/main/content/view/2333/77/

ในหนังสือ "นาฬิกาชีวิต" ของ อ.สุทธิวัสส์ คำภา บอกว่า เห็ดสามอย่างเมื่อ รวมกันนั้นจะมีค่ากรดอะมิโนที่สามารถลดอัตราการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ได้ ทั้งยังช่วยล้างพิษที่สะสมในตับ ทั้งจากอาหารและสารเคมี เช่น พิษจาก สุรา สารตกค้างในเนื้อสัตว์ สารเคมีจากเครื่องสำอาง และพิษจากสารอนุมูล อิสระ นอกจากนั้นยังล้างไขมันในตับ ทำให้ตับเเข็งแรง สร้างเม็ดเลือดแดงได้ ดี

Credit: ข้อมูลส่วนนี้คัดมาบางส่วนจาก http://www.yenta4.com/webboard/viewtopic.php?cate_id=64&post_id=1012930

เอาละๆๆ มาเริ่มทำกันเลยดีกว่าคับ

$$$$$ ยำเห็ด 3 อย่าง $$$$$

ส่วนประกอบ:
- เห็ด .. เห็ดอะไรก็ได้เอาให้ครบ 3 ชนิด
วันนี้ผมใช้ เห็ดเข็มทอง, เห็ดออรินจิ และเห็ดชิเมจิดำ
- แครอท
- หมูสับ
- พริกขี้หนู, มะนาว, น้ำปลา และน้ำตาลทรายนิดหน่อย

กลัวเอนทรี่นี้จะสั้น เลยเอาเห็ดแต่ละชนิดมาให้ดูกันเล่นๆ

เริ่มด้วยชนิดแรก เห็ดชิเมจิดำ ที่ห่อเขียนว่า Brown Beech Mushroom (Buna Shimeji)

อันดับต่อมา เห็ดออรินจิ .. หั่นเรียบร้อยแล้ว

สุดท้าย เห็ดเข็มทอง

นอกจากนี้ก็ยังมี แครอท

และหมูสับ .. เพิ่งเอาออกมาจากช่องฟรีซ ยังเป็นน้ำแข็งอยู่เลย

มาถึงวิธีการทำจริงๆ ซักที

ต้มหรือลวกเห็ดในน้ำเดือด .. รูปนี้ดูยังไม่ค่อยเดือดเท่าไร รอดูรูปต่อไป

สักพักก็ใส่แครอทตามลงไป .. นี่งัยๆ น้ำเดือดแล้วววว

เมื่อเห็ดและแครอทสุกดีแล้ว ก็ตักขึ้น พักไว้

น้ำต้มเห็ดเค้าบอกว่ามีประโยชน์ เพราะฉะนั้นเก็บไว้รวนหมูสับได้ .. เก็บไว้แค่พอดีๆ นะคับ

หมูสุกดีแล้ว ก็นำเห็ดกลับมาใส่ แล้วก็เริ่่มลงมือยำ โดยใส่ พริกขี้หนูสวนซอยละเอียด น้ำตาลทรายนิดหน่อย น้ำปลา และน้ำมะนาว ให้ได้รสตามชอบนะคับ

เสร็จแล้ว ง่ายมากๆ

จัดใส่จาน เสิร์ฟได้เลยคับ .. วันนี้ไม่มีผักกาดแก้ว ใช้ผักกาดขาวรองแทนไปก่อนละกัน แก้ขัดได้

อีกซักรูป .. น่ากินมั้ยคับ

อิ่ม อร่อย แถมยังมีประโยชน์อีกด้วย

ปล1. ในซีรี่ส์ อาหารต้านโรค เมื่อวานผมได้อัพเรื่อง พริก ไปแล้ว จริงๆ มันมี เห็ด เป็น 1 ในนั้นด้วย แต่ว่ายังไม่ได้อัพเลยคับ โปรดรอติดตามได้ เร็วๆ นี้คับ
ปล2. จริงๆ มี
เม็ดมะม่วงหิมพานต์อยู่ว่าจะใส่ด้วย แต่ว่าตอนทำรีบไปหน่อย เลยลืม ไม่งั้น คงอร่อยกว่านี้ มันๆ ดี
ปล3. อาการเจ็บที่ข้อมือดีขึ้นมากๆ แล้วคับ คาดว่าอีกไม่กี่วันคงจะหายเป็นปกติ

เจอกันใหม่ เอนทรี่หน้านะคับ ><

อาหารต้านโรค The Series - Episode II

posted on 03 Jul 2008 16:35 by googigg  in Article
มาแล้วค้าบบบบ อาหารต้านโรค episode ที่ 2 มาดูกันเลยดีกว่าว่า จะเป็นเรื่องของอะไร

.

..

...


Credit ภาพจาก http://www.cmru.ac.th/know/picture/0046_0.gif

 

พริก พริก พริก

- เป็นแหล่งสารอาหารเบตาแคโรทีน และวิตามินซีชั้นเลิศ
- อาจช่วยลดอาการคัดจมูก
- อาจช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดซึ่งนำไปสู่โรคหัวใจล้มเหลว หรือหลอดเลือดสมองอุดตัน

พริกที่มีรสเผ็ดมีคุณค่ามากกว่าพริกหวาาน โดยทั่วไป พริกชนิดสีเขียวมีคุณค่ามากกว่าสีแดง พริกเป็นแหล่งที่ดีของสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะเบตาแคโรทีนและวิตามินซี พริกแดงสด 5 เม็ด (หรือ 30 กรัม) มีวิตามินซีราว 55 มิลลิกรัม หรือ 75% ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน

พริกมีไบโอฟลาโวนอยส์ซึ่งเป็นเม็ดสีในพริกที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าช่วยป้องกันโรคมะเร็ง

 


Credit ภาพจาก http://www.aphonda.co.th/2007/promotion/image/10112007_1/2.jpg

 

 

 

งานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ระบุว่า สารแคปไซซิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ทำให้พริกมีรสเผ็ด อาจป้องกันการแข็งตัวของเลือด คือช่วยไม่ให้เกิดลิ่มเลือดที่นำไปสู่โรคหัวใจหรือเส้นเลือดเลี้ยงสมองอุด ตัน การนำสารแคปไซซินไปทำเป็นครีมสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดจากโรคข้ออักเสบและ โรคงูสวัด รวมทั้งอาจช่วยลดอาการเจ็บในปากจากการบำบัดทางเคมี

 


Credit ภาพจาก http://www.bloggang.com/data/yyswim/picture/1161332055.jpg

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีเอกสารยืนยันความเชื่อที่ว่า พริกทำให้เกิดแผลในกระเพาะหรือปัญหาในระบบย่อยอาหาร แต่ก็ไม่ควรมองข้ามเรื่องนี้ ข้อควรระวังคือ สารแคปไซซีนอยส์ เพียงเล็กน้อย ก็ทำให้เกิดการระคายเคืองรุนแรงได้หากสัมผัสถูกตา

 


Credit ภาพจาก http://www.fatima.ac.th/student/web_s/pavida_files/PH02829J.JPG



Episode III is coming soon!!!

 

Episode I ติดตามได้ >>ที่นี่<<คับ


แหล่งข้อมูล: หนังสือ Reader's Digest สรรสาระ