10 สารต้านอนุมูลอิสระ
posted on 17 Jun 2008 15:45 by googigg in Article
จากเอนทรี่ที่แล้ว "ผักผลไม้ค้างคืนมีสารต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นกว่าตอนสดๆ ซะอีก"
ก็เลยลองหาๆ ดูว่ามีอะไรที่น่าสนใจเกี่ยวกับ สารต้านอนุมูลอิสระ อีกหรือเปล่า เจออันนี้
คิดว่าน่าจะพอมีประโ่ยชน์อยู่บ้าง เลยนำมาอัพให้ได้อ่านกันคับ
10 สารต้านอนุมูลอิสระ
1. สารสกัดจากเมล็ดองุ่น
อื่น ๆ โดยสูงกว่าวิตามินซี 20 เท่า และวิตามินอี 50 เท่า ทั้งยังคงอยู่ในกระแสเลือด
ได้นานถึง 72 ชม. สามารถป้องกันและลดการทำลายล้างจากสารอนุมูลอิสระที่
เกิดขึ้นในร่างกายเราตลอดเวลาทั้งจาก ปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน อันเป็นสาเหตุของความเสื่อมและอ่อนแอของร่างกายโดยรวม โดยเฉพาะระบบ
หลอดเลือด หัวใจ ผิวหนัง และตา เมื่อรับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่นเป็นประจำ
จะทำให้ได้รับสาร OPCs เข้าไปยับยั้งการเสื่อมสลายของคอลลาเจนใต้ผิวหนัง จึงช่วยชะลอการเสื่อมของผิวพรรณไม่ให้แก่ก่อนวัยอย่างตรงจุด
ปริมาณการใช้ วันละ 20-60 มก.
2. ชาเขียว
ในชาเขียวประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระประเภทฟลาโวนอยด์ ที่ทรงพลังหลายชนิด
โดยเฉพาะสาร EGCG ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง โดยมีฤทธิ์มากกว่าวิตามินอี
ถึง 20
เท่า มีผลการวิจัยพบว่าชาเขียวสามารถลดอัตราการเป็นมะเร็งของอวัยวะต่าง
ๆ ได้ดี โดยเฉพาะมะเร็งปอด, มะเร็งลำไส้, มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งตับ นอกจากนี้ยังช่วยลดความเป็นพิษจากการสูบบุหรี่
เช่น นิโคติน และน้ำมันทาร์ เป็นต้น
ปริมาณการใช้ วันละ 300-1,000 มก.
3. สารสกัดจากเปลือกสนฝรั่งเศส
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ออกฤทธิ์ได้ดีอีกชนิดหนึ่ง
ซึ่งนอกจากประโยชน์ในการแก้
ปัญหาเรื่องฝ้า ด้วยการควบคุมการทำงานของกระบวนการสร้างเม็ดสีในร่างกายให้อยู่ใน
สภาวะที่สมดุล
ไม่ผลิตเม็ดสีออกมาผิดปกติจนเป็นฝ้า, กระ แล้ว ยังมีประโยชน์ต่อผิวพรรณและสุขภาพร่างกายโดยรวมอีกด้วย
ปริมาณการใช้ วันละ 75 มก.
4. โคเอ็นไซน์คิวเท็น
มีหน้าที่หลักในกระบวนการสร้างพลังงานในระดับเซลล์ เพื่อให้เซลล์ต่าง
ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างปกติ หากร่างกายขาดโคเอ็นไซม์คิวเท็นถึง 75%
ก็อาจเสียชีวิตได้ ทั้งนี้เซลล์ที่ต้องการพลังงานสูงและมีความต้องการโคเอ็นไซม์
คิวเท็นมากเป็นพิเศษ
ได้แก่ เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์สมอง เพื่อให้มีความตื่นตัว เพิ่มทักษะในการจดจำและผ่อนคลายจากความตึงเครียด
ส่วนเซลล์ผิวหนังต้องการโคเอ็นไซม์คิวเท็นเพื่อช่วยฟื้นฟูความสดใส
ปริมาณการใช้ วันละ 6-15 มก.
5. แนทเชอรัลเบต้าคาโรทีน
เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ นอกจากประโยชน์ในการบำรุงสายตาและผิวพรรณแล้ว
เบต้าแคโรทีนยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งที่ปอดจากการสูบบุหรี่จัด ลดการก่อเซลล์
มะเร็งที่ผิวหนัง
และทำให้ผิวหนังสามารถต้านทานต่อแสงแดดได้นานยิ่งขึ้น เบต้าแคโรทีนจากธรรมชาติที่สกัดได้จากสาหร่าย
D.Salina จะเป็นแหล่งของ
เบต้าแคโรทีนที่เข้มข้น
และปลอดภัยกว่าชนิดทั่วไปที่เป็นเคมีสังเคราะห์
ปริมาณการใช้ วันละ 6-15 มก.
6. ลูติน
เป็นสารธรรมชาติพบได้มากในพืชผักที่มีสีเขียวเข้ม เช่น ผักกาดเขียว
ใบหยิก
ผักปวยเล้ง ในชีวิตประจำวันนอกจากจะต้องเผชิญกับรังสียูวีในแสงแดดที่กระทบต่อ
ดวงตาโดยตรงแล้ว
ยังต้องเจอกับแสงจ้าจากเครื่องคอมพิวเตอร์และทีวีวันละหลายชั่วโมง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เซลล์ในตาอ่อนแอหรือเสื่อมสภาพและตาบอดได้
ซึ่งการรับประทานลูตินจะเป็นสารอาหารที่ช่วยป้องกันการเสื่อมของจุดรับภาพและ
จอประสาทตาได้ดี
เพราะมีส่วนรวมในการทำงานของเอนไซม์ต่าง ๆ ที่สำคัญ
ปริมาณการใช้ วันละ 6-20 มก.
7. กรดอัลฟ่าไลโปอิค
สารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาตินี้ทำหน้าที่สำคัญ ๆ หลายอย่างในร่างกาย
การใช้เป็นอาหารเสริมจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยปรับปรุงกระบวนการ
เผาผลาญน้ำตาลให้เป็นพลังงาน
จึงช่วยป้องกันและบรรเทาโรคแทรกซ้อน
ในผู้ป่วยเบาหวานได้ดี
ปริมาณการใช้ วันละ 50-200 มก.
8. สารสกัดจากใบแปะก๊วย
ฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากใบแปะก๊วยเป็นผลมาจากสารในกลุ่ม
ฟลาโวนไกลโคไซด์
ที่มีอยู่กว่า 20 ชนิดในใบแปะก๊วย
ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระใน
ร่างกายได้ ทั้งนี้นอกจากคุณสมบัติอันโดดเด่น ในการป้องกันความเสื่อมของเซลล์สมองและช่วยบำรุงสุขภาพสมอง
อย่างมีประสิทธิภาพจนเป็นที่ยอมรับทั่วโลกแล้วนั้น
คุณสมบัติในการเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตทั่วร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สมองยังช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตันได้อย่างตรงจุดเช่นกัน
ปริมาณการใช้ วันละ 40-80 มก.
9. วิตามินซี
นอกจากประโยชน์ในการเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย ช่วยป้องกันโรคหวัด
และบรรเทา
อาการภูมิแพ้แล้ว วิตามินซียังช่วยสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน
เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับ
ผิวพรรณ คลายความเครียด ความอ่อนเพลีย
แก้สภาวะการเป็นหมันในผู้ชาย โดยช่วย
เพิ่มความแข็งแรง และปริมาณของตัวอสุจิอีกด้วย
ปริมาณการใช้ วันละ 1,000-4,000 มก.
10. วิตามินอี
ช่วยในเรื่องการบำรุงผิวพรรณ ป้องกันโรคหัวใจและการอุดตันของเส้นเลือดในหัวใจ ทั้งยังช่วยป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ การรับประทานวิตามินอีในระยะยาวยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และลดอัตราการตายของผู้ชายที่สูบบุหรี่จัด
ปริมาณการใช้ วันละ 200-400 มก.
Credit: http://www.thairunning.com/10antiradical.htm
#1 By V@R on 2008-06-17 15:53