อาหารต้านโรค The Series - Episode III
posted on 07 Jul 2008 00:13 by googigg in Article
โดนแทรกไปซะ 2 เอนทรี่ ต้องรีบกลับมาต่อ episode III ก่อนที่จะลืม เดี๋ยวอาจจะไม่จบได้
สำหรับตอนนี้ก็ครึ่งทางของซีรี่ส์นี้แล้วนะคับ
วันนี้เป็นเรื่องของ ...

Credit ภาพจาก http://www.partford.com/images/1159505722/1159522223.jpg
มะละกอ
- สารสีชมพูหรือสีแดงในผักหรือผลไม้มีสารเบตาแคโรทีนและไลโคพิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง
- มีวิตามินซีและแร่ธาตุโพแทสเซียมสูง
- มีพลังงานต่ำ
- มีสารไบโอฟลาโวนอยส์และสารเคมีที่พืชสร้างขึ้นอื่นๆ ซึ่่งช่วยป้องกันมะเร็งและโรคหัวใจ
มะละกอ 1 ชิ้นใหญ่ (ประมาณ 100 กรัม) ให้วิตามินซี 50 มิลลิกรัม หรือประมาณ 65% ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน
ใยอาหารชนิดที่ละลายน้ำได้ในมะละกอ สามารถจับคอเลสเตอรอลและขับออกจากร่างกาย จึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ สารไลโคพินเป็น สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก พบได้ในผักและผลไม้ที่มีสีชมพูหรือแดงอมเหลือง เช่น มะละกอ เกรปฟรุต (ผลไม้คล้ายส้มโอ แต่ผลเล็กกว่า เนื้อสีชมพูอ่อน และมีรสขมเล็กน้อย) แตงโม มะเขือเทศ เป็นต้น

Credit ภาพจาก http://www.tsood.com/images/news/pics/20070803684_02.jpg
แม้นักวิจัยจะยังไม่สามารถบอกถึงการทำงานของสารไลโคพินได้ชัดเจน แต่จากการศึกษาที่ใช้เวลาถึง 6 ปีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในกลุ่มหมอ 48,000 คน และบุคลากรทางด้านสาธารณสุขอื่นๆ พบว่าผู้ที่บริโภคอาหารที่มีไลโคพินสูงสัปดาห์ละ 10 หน่วยบริโภค สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากถึง 50%
สารอื่นที่พบได้แก่ สารกลุ่มกรดฟีโนลิกที่ยับยั้งการเกิดมะเร็งซึ่งเกิดจากการสร้างสารไนโตรซามีน สารช่วยกระตุ้นการสร้างเอนไซม์ที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และมีสารไบโอฟลาโวนอยส์ซี่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนที่ กระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้องอก นอกจากนี้ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้ออักเสบหรือโรคลูปัส ซึ่งเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ที่มีอาการอักเสบอื่นๆ พบว่าอาการบรรเทาลง หากมีการบริโภคผลไม้ที่มีไลโคพินสูงทุกวัน ซึ่งคาดว่าสารเคมีที่พืชสร้างขึ้นจะช่วยขัดขวางการทำงานของพรอสตาแกลนดินที่ ทำให้เกิดอาการอักเสบ

Credit ภาพจาก http://www.nectec.or.th/courseware/siamculture/medical/papaya.jpg
โปรดติดตามต่อไปใน episode IV นะคับ
สำหรับ Episode I เชิญ >>ที่นี่<< คับ
และสำหรับ Episode II เชิญ >>ที่นี่<< คับ
แหล่งข้อมูล: หนังสือ Reader's Digest สรรสาระ

#1 By MD [คนพูดมาก@สิงคโปร์] on 2008-07-07 08:37